[PSP] Final Fantasy IV + After Year – Now Playing !

ใส่ความเห็น

สวัสดีครับเพื่อนๆ ขึ้นโทปิกแรกของบล็อคเวิร์ดเพลส ก็เริ่มด้วยเกมส์ที่ผมกำลังเล่นอยู่ตอนนี้ คือ ณ เดือนพฤษภาคม 2554 ผมเล่น Final Fantasy IV บนเครื่อง PSP ครับ

สำหรับบน PSP ก็แทบจะไม่แตกต่างจากเวอร์ชั่นคลาสสิก เว้นแต่มีการปรับปรุงเรื่องเอฟเฟคกับเสียงต่างๆในเกมส์ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์อยู่แล้ว ให้ทันสมัยยิ่งขึ้น กับดนตรี่มีมิติมากขึ้น และภาพที่ถูกปรับปรุงจนสวยงามคมชัดขึ้นมาก แต่ก็ยังคงลักษณะดั้งเดิมคือตัวละครแบบ 2D และการเล่นแบบ Turn Base ผลัดกันโจมตี

สำหรับผมคงเล่นแบบง่ายๆไปก่อน โดยปรับแต่งความเร็วในแต่ละเทรินเป็น 3 และเป็นโหมดรอ Wait เพราะผมไม่เก่งเรื่องการออกคำสั่งแบบ Real Time ที่เกมส์นี้มีให้ปรับสำหรับมือโปร

นอกนั้นในภาคนี้ยังมีเนื้อเรื่องหลังจากที่เราผ่านเรื่องราวอันยาวนาน มาในชื่อของ After Year เนื้อเรื่องจะเป็นยังไงผมเองก็ยังไม่รู้ ตอนเราจะได้รับบทเป็นเด็กหนุ่มคนใหม่ที่มาประจำการที่กองเรือเหาะเรดวิงแห่งบารอน

Final Fantasy IV + The After Year – Download @ Jokergameth -

ลิงค์ไม่แน่ใจว่ายังโหลดได้อยู่หรือเปล่านะครับ

ไฟนอล แฟนตาซี 4 ภาษาไทย - ดาวน์โหลด -

เพิ่มเติม

>จับลิขสิทธิ์แท้ หรือแค่หากิน (บทความโดย อ.หลวงแมว จากเว็บ ICT.in.th)

ใส่ความเห็น

>   บทความนี้อนุญาตให้เผยแพร่ได้ ภายใต้เงื่อนไข ต้องให้เครดิต  www.ICT.in.th  กลุ่มร้านอินเตอร์เน็ต คาเฟ่ ไทย

และ ลิงค์กลับมาที่กระทู้นี้เท่านั้น

Weekly Online ฉบับที่ 359

จับลิขสิทธิ์แท้ หรือแค่หากิน

   ประเทศ ไทยได้มี “พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗”  โดยเจตนาแล้วต้องการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาของ “ผู้สร้างสรรค์ผลงาน” แต่ด้วยคดีละเมิดลิขสิทธิ์ ถึงแม้จะเป็นความผิดส่วนตัว แต่กฎหมายได้กำหนดไว้ให้เป็นคดีอาญา แต่เป็นความผิดอันยอมความได้ มีทั้งโทษจำคุก และโทษปรับ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เกิดอาชีพใหม่ในสังคมไทย คืออาชีพจับลิขสิทธิ์ บริษัทต่างๆ ที่เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ได้มอบอำนาจให้ตัวแทนเพื่อดำเนินคดีกับผู้ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งที่ผ่านมาก็จะมีทั้งผู้ที่ต้องการปกป้องลิขสิทธิ์ของบริษัทอย่างแท้จริง แต่ที่สร้างปัญหาให้สังคมร้านอินเตอร์เน็ต และผู้ประกอบการที่ทำอาชีพเกี่ยวข้องกับสินค้าลิขสิทธิ์ก็คือ เหล่า “มิจฉาชีพจับลิขสิทธิ์เพื่อกรรโชกทรัพย์” นั่นเอง และเราจะรู้ได้อย่างไรว่าการตรวจจับลิขสิทธิ์ที่ถูกต้องตามกฎหมายเป็นอย่าง ไร เรามาดูตัวอย่างกรณีศึกษาจากเรื่องจริง เหตุการณ์จริงไปพร้อมๆ กันครับ (ดูคลิปวิดีโอแบบเต็มๆ ได้ที่ http://ict.in.th/4646)

ลิขสิทธิ์ (เสื้อสีเทา) : มาจากบริษัท…
เจ้าของร้าน :  ขอนามบัตรหน่อยครับ

ลิขสิทธิ์ (เสื้อสีเทา) :   ผมไม่ให้ตอนนี้
เจ้าของร้าน :  เอ้า..ไม่ใช่ ผมจะซื้อ คุณไม่ให้ผมล่ะ

ลิขสิทธิ์ (เสื้อสีเทา) : เออเดี๋ยวครับ ตอนนี้ 1. มันเป็น.. (หันไปบอกเพื่อน ลิขสิทธิ์เสื้อสีส้มให้ช่วยอธิบาย)

ลิขสิทธิ์ (เสื้อสีส้ม) : คือรายละเอียดตรงนี้เนี่ย พี่ต้องการจะดำเนินการยังไงครับ ?
เจ้าของร้าน :  คือยังไงล่ะ ผมต้องการจะซื้อสิทธิ์ เพื่อจะเปิดร้านต่อ

ลิขสิทธิ์ (เสื้อสีส้ม) : เบื้องต้นทางบริษัทได้มีการแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีไว้ เพราะฉะนั้นเนี่ยตรงนี้ก็โอเค ถ้าพี่ไม่ประสงค์ที่จะไปพบพนักงานสอบสวน  ผมก็ต้องนำหลักฐานตรงนี้นะครับไป
เจ้าของร้าน :  คุณจะเอาหลักฐานไป  ผมขอหมายศาลก่อนครับ

ลิขสิทธิ์ (เสื้อสีส้ม) :  รายละเอียด…คุณก็ (อ้ำอึ้ง) โอเค…ตรงนี้ผมก็ต้องดำเนินการเฉพาะรูปถ่าย นะครับ ไปพบพนักงานสอบสวน โอเคงั้นก็ไม่เป็นไร งั้นเราเข้าใจกัน  นะครับ แล้วตรงนี้เนี่ย
เจ้าของร้าน :  แล้วเนี่ยผมจะติดต่อขอซื้อสิทธิ์ตรงนี้ ผมจะทำยังไงได้ ?

ลิขสิทธิ์ (เสื้อสีส้ม) :  ถ้าสมมุติคุณจะติดต่อขอซื้อสิทธิ์ นะตรงนี้เนี่ยนะครับ ทางบริษัทก็ยังไม่สามารถที่จะดำเนินการให้ได้ เพราะ 1. ยังติดคดีความ อยู่
เจ้าของร้าน :  อ๋อ…แล้วถ้าเกิดผมขอยกเลิกร้านนี้ ไปเลยล่ะ

ลิขสิทธิ์ (เสื้อสีส้ม) :  ก็…อันนั้นคือแล้วแต่พี่
เจ้าของร้าน : ไม่ใช่ ผมถามหน่อยก่อน  เพราะเนี้ยผมติดต่อ และผมยืนยันว่าผมจะซื้อแล้ว

ลิขสิทธิ์ (เสื้อสีส้ม) : แล้วแต่พี่ว่าพี่จะดำเนินการยังไง

ลิขสิทธิ์ (เสื้อสีเทา) :  เลิกร้านไป เปลี่ยนชื่อร้านติดต่อใหม่
เจ้าของร้าน :  ผมไม่ทำแล้ว คือจริงๆ  ผมพูดตรงๆ นะ ผมยอมเลย

ลิขสิทธิ์ (เสื้อสีเทา) : ทำมานานยัง

เจ้าของร้าน :  ก็เนี่ย47 นี่ตั้งแต่เปิดร้านเลยปี 46 พอผมได้ยินรู้ลิขสิทธิ์มาปุ๊ป ผมซื้อเลย ผมติดต่อซื้อเลย

ลิขสิทธิ์ (เสื้อสีส้ม) :โอเคถ้างั้นก็ ตรงนี้เดี๋ยวผมก็ต้องเอารวบรวมหลักฐานไปพบร้อยเวร

เจ้าของร้าน :  เดียวจะไปร้อยเวรใช่ไหมครับ สน.บางเขนใช่ไหมครับ

ลิขสิทธิ์ (เสื้อสีเทา) : ถือใบนี้ไปด้วย

เจ้าของร้าน :  ผมจะไปทำอะไรล่ะ ฮ่าฮ่า  ผมไม่ต้องไปทำอะไรเลยนี่ครับ

เมื่อกลุ่มที่กล่าวอ้างว่ามาตรวจจับลิขสิทธิ์หันหลังเดินออกจากร้าน

ได้มีเสียงจากเด็กในร้านร้อง ไชโย !

กลุ่มลิขสิทธิ์ 3 คน ได้เดินออกนอกร้านไปสมทบกับพวกที่ยืนรออยู่หน้าร้านอีกหลายคน

ข้อสังเกต

1. น่าแปลกใจไหม เจ้าของร้านขอนามบัตร ก็ไม่ให้ ต้องการติดต่อซื้อลิขสิทธิ์ให้ถูกต้องก็ไม่ขาย

2. เข้ามาในร้าน 3 คน แต่ไม่มีตำรวจมาด้วย ตามกฎหมายแล้ว “ราษฎรไม่สามารถจับราษฎรได้”

3. หมายค้นก็ไม่มี คดีละเมิดลิขสิทธิ์ เป็นความผิดส่วนตัว เจ้าของลิขสิทธิ์จะต้องไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจก่อน และเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องรวบรวมหลักฐานเพื่อขอให้ศาลอนุมัติหมายค้น ในหมายค้นจะมีระบุเวลาเอาไว้ว่า ตรวจค้นได้ตั้งแต่กี่โมง ถึงกี่โมงครับ ที่สำคัญต้องมีตำรวจชั้นสัญญาบัตรมาด้วย

4. เรื่องที่หลายคนสงสัย ว่ากลุ่มลิขสิทธิ์เข้ามาในร้านเรา เราถ่ายรูปได้ไหม เพราะเวลาเราจะถ่ายรูปทีไรคนพวกนี้มักโวยวาย
   เจ้า ของร้าน หรือผู้ดูแลร้านมีสิทธิ์ในสถานที่ของตนเองเต็มที่ครับ ในทางกลับกันหากผู้อื่น หรือกลุ่มจับลิขสิทธิ์ จะถ่ายรูป จะต้องขออนุญาตเจ้าของร้าน หรือผู้ดูแลร้านก่อน และเราสามารถสั่งห้ามกลุ่มจับลิขสิทธิ์ ไม่ให้ถ่ายรูปได้ด้วย ถ้าฝ่าฝืนเราสามารถแจ้งความได้ คุณสามารถติดป้ายไว้ที่หน้าร้านว่า “ห้ามถ่ายรูป ทุกชนิด”

5.มา ตรวจจับลิขสิทธิ์ ไม่ได้ตรวจจับยาเสพติด มาทำอะไรกันร่วม 10 คน ที่ผ่านมามีหลายเหตุการณ์ที่กลุ่มจับลิขสิทธิ์ มากันนับ 10 คน และพวกที่รออยู่หน้าร้านก็เพื่อรอสัญญาณให้ขนเครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องเล่นเกมในร้านนั่นเอง เพื่อนำไปเป็นเครื่องต่อรองราคา “ถ้าอยากได้เครื่องคอมพิวเตอร์คืน ต้องจ่ายเงินเท่านั้น เท่านี้”

6. ดึกแล้วไม่หลับไม่นอน คดีละเมิดลิขสิทธิ์ไม่ได้เป็นคดีเร่งด่วนอะไรปานนั้น มาตอนเช้าก็ได้นะ แถมหมายศาลก็ไม่มี

   อนึ่ง การตั้งข้อสังเกตนี้เพื่อเป็นกรณีศึกษาให้ความรู้ด้านกฎหมายแก่ผู้ประกอบการ ร้านอินเตอร์เน็ตเท่านั้น กลุ่มตรวจจับลิขสิทธิ์ในภาพ มีสิทธิ์จริงหรือไม่ เจ้าของร้านจะถูกหรือผิดนั้น แค่คลิปวิดีโอแค่นี้ ไม่สามารถทราบได้
  

บทความโดย : อ.แมวหลวง
www.ICT.in.th กลุ่มร้านอินเตอร์เน็ต คาเฟ่ ไทย

ช่วยกันเผยแพร่นะครับ

• สำหรับคนที่มีเว็บไซต์ ช่วยนำไปลงที่เว็บ
• Email ช่วยกันส่งต่อให้คนที่คุณรู้จัก
• Webboard ตามเว็บไซต์ต่าง ๆ
• Facebook สร้าง event แจ้งเพื่อนๆ ใน list
• Twitter บอกเพื่อนๆ ให้ช่วย RT กันเยอะ ๆ
• MSN, hi5 อัพเดทตรงสถานะเป็น link ให้เพื่อน ๆ ช่วยกันเผยแพร่

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537  โดย ICT.in.th กลุ่มร้านอินเตอร์เน็ต คาเฟ่ ไทย อนุญาตให้เผยแพร่ได้ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดเท่านั้น

>ถังดับเพลิง มีไว้แล้วไม่ได้ใช้ ดีกว่าจะใช้แล้วไม่มี (การเลือกใช้ถังดับเพลิง)

ใส่ความเห็น

>บทความนี้อนุญาตให้เผยแพร่ได้ ภายใต้เงื่อนไข ต้องให้เครดิต  www.ICT.in.th  กลุ่มร้านอินเตอร์เน็ต คาเฟ่ ไทย

และ ลิงค์กลับมาที่กระทู้นี้เท่านั้น


Weekly Online ฉบับที่ 361

ถังดับเพลิง มีไว้แล้วไม่ได้ใช้ ดีกว่าจะใช้แล้วไม่มี

   โจร ปล้น 10  ครั้งไม่เท่าไฟไหม้ครั้งเดียว อาชีพผู้ประกอบการร้านอินเตอร์เน็ต นอกจากจะพบเจอปัญหาจุกจิกวุ่นวายมากมาย ภัยใกล้ตัวอีกรูปแบบหนึ่งที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษก็คือ “อัคคีภัย” ภัยจากไฟไหม้นั่นเอง เพราะไฟไหม้สามารถพลัดพรากทุกสิ่งทุกอย่างทั้งชีวิต และทรัพย์สิน ได้ในชั่วพริบตา ฉนั้นการเตรียมตัวเพื่อรับปัญหาไฟไหม้จึงเป็นสิ่งที่จำเป็น “ถังดับเพลิง” คืออุปกรณ์สำคัญที่สามารถรับมือกับภัยดังกล่าวได้ยามฉุกเฉิน และตามกฎหมายใหม่แล้ว มีการบังคับให้ร้านวีดิทัศน์ (ร้านอินเตอร์เน็ตที่ให้บริการเกมส์) ที่มีเครื่องจำนวน 15 เครื่องขึ้นไป ต้องติดตั้ง เครื่องดับเพลิงอย่างน้อยหนึ่งเครื่องในแต่ละชั้น ร้านวีดิทัศน์ที่มีพื้นที่ให้บริการชั้นเดียว และมีเครื่องไม่ถึง 15 เครื่อง กฎหมายไม่ได้บังคับนะครับ แต่ควรติดตั้งถังดับเพลิงเอาไว้เพื่อความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินของท่านเอง มีไว้แล้วไม่ได้ใช้ ดีกว่าจะใช้แล้วไม่มี

ประเภทของไฟ

   ก่อน ที่จะเลือกซื้อถังดับเพลิง เรามาทำความรู้จักกับประเภทของไฟกันก่อน เพื่อที่เราจะได้เลือกซื้อถังดับเพลิงได้ถูกต้องตรงตามวัตถุประสงค์ของการ ใช้งาน โดยบนตัวถังดับเพลิงจะระบุประเภทของไฟที่เหมาะกับชนิดของถังดับเพลิงเอาไว้ ตามข้อกำหนดมาตรฐานสากลได้แบ่งไฟออกเป็น 4 ประเภทด้วยกันคือ A B C และ D

ไฟประเภท เอ  มีสัญลักษณ์เป็น รูปตัว A สีขาวหรือดำ อยู่ในสามเหลี่ยมสีเขียว

ไฟ ประเภท A คือ ไฟที่เกิดจากเชื้อเพลิงที่มีลักษณะเป็นของแข็งเชื้อเพลิงธรรมดา เช่น ฟืน ฟาง ยาง ไม้ ผ้า กระดาษ พลาสติก หนังสติ๊ก หนังสัตว์  ปอ  นุ่น  ด้าย  รวมทั้งตัวเราเอง

วิธีดับไฟประเภท A ที่ดีที่สุด คือ การลดความร้อน (Cooling) โดยใช้น้ำ

ไฟประเภท บี มีสัญลักษณ์เป็นรูปตัว B สีขาวหรือดำ อยู่ในรูปสี่เหลี่ยม สีแดง

ไฟ ประเภท B คือ ไฟที่เกิดจากเชื้อเพลิงที่มีลักษณะเป็นของเหลวและก๊าซ เช่น น้ำมันทุกชนิด  แอลกอฮอล์ ทิเนอร์ ยางมะตอยจารบี   และก๊าซติดไฟทุกชนิด   เป็นต้น

วิธีดับไฟประเภท B ที่ดีที่สุด คือ กำจัดออกซิเจน ทำให้อับอากาศ โดยคลุมดับ ใช้ผงเคมีแห้ง ใช้ฟองโฟมคลุม
 

ไฟประเภท ซี   มีสัญลักษณ์เป็นรูป C สีขาวหรือดำ อยู่ในวงกลมสีฟ้า

ไฟประเภท C คือ ไฟที่เกิดจากเชื้อเพลิงที่มีลักษณะเป็นของแข็งที่มีกระแสไฟฟ้าไหลอยู่ เช่น อุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิด การอาร์ค การสปาร์ค

วิธีดับไฟประเภท C ที่ดีที่สุด คือ ตัดกระแสไฟฟ้า แล้วจึงใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ น้ำยาเหลวระเหยที่ไม่มี CFCไล่ออกซิเจนออกไป

ไฟประเภท ดี  มีสัญลักษณ์เป็นรูปตัว D สีขาวหรือดำ อยู่ในดาว 5 แฉก สีเหลือง

ไฟ ประเภท D คือไฟที่เกิดจากเชื้อเพลิงที่มีลักษณะเป็นโลหะและสารเคมีติดไฟ เช่น  วัตถุระเบิด,  ปุ๋ยยูเรีย(แอมโมเนียมไนเตรต)  , ผงแมกนีเซียม ฯลฯ

วิธี ดับไฟประเภท D ที่ดีที่สุด คือ การทำให้อับอากาศ  หรือใช้สารเคมีเฉพาะ (ห้ามใช้น้ำเป็นอันขาดนะครับ) ซึ่งต้องศึกษาหาข้อมูลแต่ละชนิดของสารเคมีหรือโลหะนั้นๆ

ประเภทถังดับเพลิง

   เมื่อ รู้จักประเภทของไฟกันแล้ว เรามาทำความรู้จักกับ “ถังดับเพลิง” กันบ้าง ถังดับเพลิงมีมากมายหลายชนิด แต่ที่นิยมและเหมาะสมสำหรับไว้ใช้ทั่วไป มี 4 แบบ ซึ่งแต่ละแบบจะมีความสามารถในการดับไฟแต่ล่ะประเภทแตกต่างกัน

1. ถังดับเพลิงชนิด ฟองโฟม (Foam) ถังดับเพลิงชนิดนี้นิยมบรรจุในถังอลูมิเนียมสีครีมหรือถังแสตนเลส มีหัวฉีดเป็นหัวฝักบัว ภายในบรรจุน้ำยาโฟมผสมกับน้ำแล้วอัดแรงดันไว้ เวลาใช้ให้ถอดสลักและบีบคันบีบ แรงดันจะดันน้ำผสมกับโฟมผ่านหัวฉีดฝักบัว พ่นออกมาเป็นฟองกระจายไปปกคลุมบริเวณที่เกิดไฟไหม้ ทำให้อับอากาศและขาดออกซิเจนในที่สุด จึงทำให้ไฟที่ไหม้อยู่ดับลงได้ เพราะขาดออกซิเจนซึ่งเป็นองค์ประกอบของการลุกไหม้ของไฟ ถังดับเพลิงชนิดนี้ใช้ดับไฟ ประเภทเอและบี

2. ถังดับเพลิงชนิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ ซีโอทู (Carbondioxide) ถังดับเพลิงชนิดนี้นิยมบรรจุในถังสีแดง แต่ถ้าเป็นในต่างประเทศจะเป็นถังสีดำ ซึ่งภายในถังจะบรรจุก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไว้ในถังที่ทนแรงดันสูง ที่ปลายสายฉีดจะมีลักษณะเป็นกระบอก หรือกรวย เวลาฉีดจะมีลักษณะเหมือนพ่นหมอกออกมาเพื่อไล่ความร้อนและออกซิเจนออกไป เมื่อใช้งานแล้ว จะไม่มีคราบหลงเหลืออยู่ และมีราคาค่อนข้างสูง สำหรับถังประเภทนี้ใช้ดับไฟประเภทบี และ ซี

3. ถังดับเพลิงชนิดผงเคมีแห้ง (Dry Chemical Powder) ซึ่งถังประเภทนี้จะนิยมบรรจุในถังสีแดงแต่ในต่างประเทศจะบรรจุถังสีฟ้า ภายในถังจะบรรจุผงเคมีที่มีคุณสมบัติไว้หลายชนิด เวลาใช้ผงเคมีจะถูกดันออกไปคลุมไฟทำให้อับอากาศ ลักษณะเหมือนฝุ่นละอองฟุ้งกระจายจึงทำให้เกิดคราบสกปรก ใช้ดับไฟประเภทบีได้ดี รวมถึงสามารถดับไฟประเภทซีได้อีกด้วย เพราะผงเคมีที่บรรจุภายในไม่มีพิษภัย ไม่เป็นสื่อไฟฟ้า แต่ด้วยฝุ่นที่ฟุ้งกระจายอาจทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าราคาแพงเสียหายได้ นอกจากนี้ยังใช้ดับไฟประเภทเอได้แต่ควรใช้น้ำดับก่อน ถังดับเพลิงชนิดนี้มีราคาถูก เหมาะสมในการใช้งานในบ้าน

4. ถังดับเพลิงชนิด Clean Agent (Non CFC) ถังสีเขียว บรรจุด้วยสารดับเพลิงที่มีลักษณะเป็นก๊าซที่ไม่ทำลายชั้นบรรยากาศ OZONE และยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถดับไฟได้ทุกประเภท เมื่อฉีดใช้แล้วจะไม่ทิ้งคราบไว้ตรงบริเวณที่ฉีด และทำความสะอาดได้ง่าย แต่จะสามารถดับเพลิงได้ในระยะใกล้ๆประมาณ 3-8 ฟุต เท่านั้น

ถังยอดนิยม

   ถัง ดับเพลิงที่นิยมใช้กันมากที่สุดก็คือ ถังดับเพลิงแบบที่ใช้ผงเคมีแห้ง (ถังสีแดง) เพราะมีคุณสมบัติในการดับไฟได้ดี ดับไฟได้หลายประเภท และราคาไม่แพงเกินไป แต่สำหรับร้านอินเตอร์เน็ตที่ต้องการใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ควรเลือก ถังดับเพลิงชนิด Clean Agent (Non CFC) ถังสีเขียว เพราะเมื่อฉีดใช้แล้วจะไม่ทิ้งคราบไว้ตรงบริเวณที่ฉีด ไม่ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์เสียหาย เมื่อซื้อมาแล้วควรติดตั้งในที่เหมาะสม มองเห็นง่าย และสะดวกในการใช้งาน

 

   สำหรับ ร้านอินเตอร์เน็ตที่มีงบน้อย ต้องการติดตั้งถังดับเพลิงเพียงแค่ให้ได้ใบอนุญาตประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์ เท่านั้นก็สามารถเลือกซื้อ “ถังดับเพลิง แบบติดตั้งในรถยนต์” หาซื้อได้ที่แผนกประดับยนต์ตามห้างสรรพสินค้าทั่วไป
  

ขั้นตอนง่ายๆ ในการใช้ถังดับเพลิง

ดึง: ดึงสลัก นิรภัยออก และถือเครื่องดับเพลิงในแนวตั้ง
ปลด: ปลดสายหัวฉีด ออกจากตัวเครื่องดับเพลิง และเล็งปลายสายหัวฉีดไปยังบริเวณเชื้อเพลิงที่กำลังลุกไหม้   *ห้ามฉีดที่เปลวไฟ
กด: กดคันบีบ น้ำยาดับเพลิงจะพุ่งออกมาจากหัวฉีด
ส่าย: ส่ายปลายสาย ไปมายังฐานของเพลิง เพื่อให้น้ำยาปกคลุมได้ทั่วบริเวณที่เกิดไฟไหม้

การบำรุงรักษาเครื่องดับเพลิง

เครื่อง ดับเพลิง เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญต่อชีวิต และทรัพย์สินเป็นอย่างยิ่ง จึงควรได้รับการดูแลเอาใจใส่ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานอยู่เสมอ เพื่อที่จะสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาวนาน ขั้นตอนที่สำคัญในการบำรุงรักษา คือ

1. สถานที่ติดตั้ง: หลีกเลี่ยงไม่ควรติดตั้งอุปกรณ์ดับเพลิงไว้ในพื้นที่อุณหภูมิสูง  มีความชื้น  หรือเกิดความสกปรกได้ง่าย เช่น ตากแดด ตากฝน หรือติดตั้งใกล้จุดกำเนิดความร้อนต่างๆอาทิ หม้อต้มน้ำ  เครื่องจักรที่มีความร้อนสูง เตาหุงต้ม ห้องอบต่างๆ เป็นต้น ควรติดตั้งสถานที่มองเห็นได้ชัดเจนสามารถหยิบใช้ได้สะดวก และไม่ควรมีสิ่งกีดขวาง

2. การบำรุงรักษา: ทำความสะอาดตัวถัง และอุปกรณ์ประกอบ (สายฉีด, หัวฉีด) เป็นประจำ สม่ำเสมอ อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง เพื่อให้ดูดีมีระเบียบและพร้อมใช้งานอยู่เสมอ

3. เครื่องดับเพลิงผงเคมีแห้ง: ควรเคลื่อนผงเคมีที่บรรจุอยู่ภายในโดยยกถังพลิกคว่ำ-พลิกหงาย 5-6 ครั้ง จนแน่ใจว่าผงเคมีแห้งไม่จับตัวเป็นก้อน อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง

4. การตรวจสอบเบื้องต้น: ตรวจสอบแรงดับภายในถังโดยดูจากเกจ์วัดแรงดัน โดยสังเกตุเข็มสีเหลืองให้ชี้ในแถบสีเขียว แสดงว่าถังพร้อมใช้งาน ถ้าเข็มเอียงไปในด้านซ้ายมือ แสดงว่าแรงดันในถังไม่อยู่ในสภาพพร้อมใช้สมบูรณ์ ให้รีบดำเนินการส่งเครื่องตรวจสอบทันที

วิธีอ่านฉลากข้างถังดับเพลิง

ดูฉลากที่ติดถังดับเพลิงว่า สามารถดับเพลิงประเภทใดบ้าง

ดูว่าสามารถฉีดสารดับเพลิงได้กี่ วินาที เช่นในรูปสามารถฉีดสารดับเพลิงได้ 20 วินาที
ตั้งสติก่อนใช้งาน เพราะคุณ ใช้ได้แค่ 20 วินาที

คุณภาพของถังดับเพลิงอยู่ที่ระดับไหน ให้ดูที่ FIRE RATING  ตัวอย่างรูปข้างบน FIRE RATING อยู่ที่ 4A 5B

  

บทความโดย : อ.แมวหลวง
www.ICT.in.th กลุ่มร้านอินเตอร์เน็ต คาเฟ่ ไทย

ช่วยกันเผยแพร่นะครับ

• สำหรับคนที่มีเว็บไซต์ ช่วยนำไปลงที่เว็บ
• Email ช่วยกันส่งต่อให้คนที่คุณรู้จัก
• Webboard ตามเว็บไซต์ต่าง ๆ
• Facebook สร้าง event แจ้งเพื่อนๆ ใน list
• Twitter บอกเพื่อนๆ ให้ช่วย RT กันเยอะ ๆ
• MSN, hi5 อัพเดทตรงสถานะเป็น link ให้เพื่อน ๆ ช่วยกันเผยแพร่

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537  โดย ICT.in.th กลุ่มร้านอินเตอร์เน็ต คาเฟ่ ไทย อนุญาตให้เผยแพร่ได้ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดเท่านั้น

>ภาษีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับร้านอินเตอร์เน็ต

ใส่ความเห็น

>บทความนี้อนุญาตให้เผยแพร่ได้ ภายใต้เงื่อนไข ต้องให้เครดิต  www.ICT.in.th  กลุ่มร้านอินเตอร์เน็ต คาเฟ่ ไทย

และ ลิงค์กลับมาที่กระทู้นี้เท่านั้น

Weekly Online ฉบับที่ 357
ภาษีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับร้านอินเตอร์เน็ต

  

เวลา ช่างผ่านไปรวดเร็วจริง ๆ เผลอไม่นานจะหมดไตรมาสแรกของปีแล้ว ร้านอินเตอร์เน็ตส่วนใหญ่ยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่อง “ภาษี” ต่าง ๆ ว่าจริง ๆ แล้วร้านอินเตอร์เน็ต ต้องเสียภาษีอะไรบ้าง

ภาษีที่ร้านอินเตอร์เน็ตต้องเสีย มีดังนี้
   1. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภ.ง.ด.94 (ยื่นครึ่งปี) ภ.ง.ด.90 (ยื่นสิ้นปี)   http://ict.in.th/5708
   2. ภาษีป้าย
   3. ภาษีโรงเรือนและที่ดิน

   ภาษีป้าย ป้ายที่ต้องเสียภาษีป้ายนั้น ได้แก่ ป้ายแสดงชื่อร้าน ยี่ห้อ หรือเครื่องหมายที่ใช้ในการประกอบการค้า หรือประกอบกิจการอื่นเพื่อหารายได้ ฉนั้นป้ายที่เราไม่ได้หารายได้ ไม่ต้องเสียนะครับ รวมถึงป้ายที่อยู่ภายในร้านต่าง ๆ ก็ได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีป้าย เช่นกัน
   ระยะเวลาการยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีป้าย เจ้าของป้ายที่มีหน้าที่เสียภาษีป้ายต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้าย (ภป.) ภายในเดือนมีนาคมของทุกปี

การคำนวณพื้นที่ป้าย อัตราค่าภาษีป้าย และการคำนวณภาษีป้าย

1. การคำนวณพื้นที่ป้าย
   1.1 ป้ายที่มีขอบเขตกำหนดได้

   1.2 ป้ายที่ไม่มีขอบเขตกำหนดได้
   ถือตัวอักษร ภาพ หรือเครื่องหมายที่อยู่ริมสุดเป็นขอบเขตเพื่อกำหนด ส่วนกว้างที่สุด ยาวที่สุด แล้วนำมาคำนวณตามข้อ 1.1

   1.3 คำนวณพื้นที่เป็นตารางเซนติเมตร

2 . อัตราภาษีป้าย แบ่งเป็น 3 อัตรา ดังนี้

   การคำนวณภาษีป้าย ให้คำนวณโดยนำพื้นที่ป้ายคูณด้วยอัตราภาษีป้าย เช่น ป้ายที่ต้องเสียภาษี
มี พื้นที่ 10,000 ตารางเซนติเมตร เป็นป้ายประเภทที่ 2 ป้ายนี้เสียภาษี ดังนี้ 10,000 หาร 500 คูณ 20 เท่ากับ 400 บาท (10,000/500 X 20 = 400)

   เทคนิค สำหรับผู้ที่ต้องการเสียภาษีป้ายในราคาประหยัด ให้ใส่ชื่อร้าน ภาษาไทย ลงไปด้วย อาจจะทำเป็นตัวเล็ก ๆ กำกับไว้ ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายไปเท่าตัวเลยทีเดียวครับ

  
   ภาษีโรงเรือนและที่ดิน  เป็นภาษีที่จัดเก็บจากโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ๆ กับที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างนั้น สำหรับร้านอินเตอร์เน็ตนั้นที่เช่าพื้นที่จากเจ้าของร้าน อย่าลืม! ตกลงกับผู้ให้เช่าร้าน นะครับ ว่าใครจะเป็นผู้จ่ายค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน และต้องยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภรด. 2) ณ สำนักงานขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ร้านเราตั้งอยู่ ภายในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี
   ภาษีโรงเรือนและที่ดิน นั้นจ่ายภาษีปีละครั้ง ตามค่าเช่าร้านในอัตราร้อยละ 12.5 ของค่าเช่า เช่น ค่าเช่าร้านปีล่ะ 12,000 บาท ค่าภาษีจะเท่ากับ 12,000X12.5/100 เป็นเงิน 1,500 บาท
   สำหรับร้านอินเตอร์เน็ต ที่เปิดในบ้าน หรือที่ของตัวเอง ก็จะต้องใช้ค่าประเมินค่าเช่าโดยเทียบเคียงกับค่าเช่าของร้านในปีที่ผ่านมา หรือเทียบเคียงกับค่าเช่าของร้านในบริเวณใกล้เคียงกันที่มีลักษณะของ ทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเล ที่ตั้งที่ได้รับประโยชน์คล้ายคลึงกันในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น

   ส่วนค่าธรรมเนียม “กิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ” นั้นที่มีหลายร้านถูกเรียกเก็บจากเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยให้เหตุผลว่าร้านอินเตอร์เน็ตเข้าข่าย กิจการที่เกี่ยวกับการบริการ ประเภทที่ 9 (11) “การประกอบกิจการสวนสนุก ตู้เกม” นั้น ความจริงแล้วไม่ต้องเสียนะครับ เพราะว่าตามเจตนารมย์ของประกาศ กระทรวงสาธารณสุขที่ 5/2538 ซึ่งคำว่า “ตู้เกม” ที่ว่า หมายความถึง ตู้เครื่องเล่นไฟฟ้าที่ใช้สำหรับเล่นเกมโดยเฉพาะเท่านั้น ซึ่งมีหลายรูปแบบ ซึ่งส่วนใหญ่จะเปิดเล่นเกม โดยวิธีการหยอดเหรียญ ส่วน “การเล่นเกมด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์” มิได้อยู่ในเจตนาของประกาศฉบับนี้ ทั้งนี้เพราะในช่วงเวลาที่ประกาศนี้ออกมานั้น กิจการร้านอินเตอร์เน็ตยังไม่ได้แพร่หลาย
   ในบางท้องถิ่น อาจให้เหตุผล เรื่อง เหตุรำคาญ ตามมาตรา 25 (4) กำหนดไว้ว่า “การกระทำใดๆ อันเป็นเหตุให้เกิดกลิ่น แสง รังสี เสียง ความร้อน สิ่งมีพิษ ความสั่น สะเทือน ฝุ่นละออง เขม่า เถ้า หรือกรณีอื่นใด จนเป็นเหตุให้เสื่อม หรืออาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ให้ถือว่า เป็นเหตุรำคาญ”  ร้านอินเตอร์เน็ตที่ให้บริการเกมก็ไม่เข้าข่ายอีก
เช่นกัน เพราะร้านอินเตอร์เน็ตที่ให้บริการเกมนั้น อยู่ภายใต้ พระราชบัญญัติ ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 ซึ่งในกฎกระทรวง ว่าด้วยการอนุญาตและการประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์ พ.ศ. 2552 ระบุไว้ชัดเจนว่า ร้านที่จะได้รับใบอนุญาตนั้นจะต้องตั้งอยู่ในทำเลที่ปลอดภัย, มีความมั่นคงแข็งแรง, มีระบบป้องกันไฟฟ้าลัดวงจรที่ใช้งานได้อย่างเหมาะสม, มีพื้นที่สำหรับผู้ใช้บริการแต่ละคนอย่างเพียงพอ, มีห้องสุขาที่สะอาดถูกสุขลักษณะ, มีวัสดุหรืออุปกรณ์ที่ใช้กับเครื่องมือสำหรับฉายหรือเล่นวีดิทัศน์ซึ่งเหมาะ สมต่อการถนอมสายตา, มีระบบหรือวัสดุป้องกันเสียงและความสั่นสะเทือน
   ฉนั้น ร้านอินเตอร์เน็ต ที่ให้บริการเกม ที่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์แล้วนั้น ไม่เข้าข่าย “กิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ” แต่อย่างใด และไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมนะครับ

  

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

พระราชบัญญัติ ภาษีป้าย พ.ศ. ๒๕๑๐

   มาตรา ๖ “ป้าย” หมายความว่า ป้ายแสดงชื่อ ยี่ห้อหรือเครื่องหมายที่ใช้ในการประกอบการค้าหรือ
ประกอบ กิจการอื่นเพื่อหารายได้หรือโฆษณาการค้าหรือกิจการอื่นเพื่อหารายได้ ไม่ว่าจะได้แสดงหรือโฆษณาไว้ที่วัตถุใด ๆ ด้วยอักษร ภาพ หรือเครื่องหมายที่เขียนแกะสลัก จารึกหรือทำให้ปรากฏด้วยวิธีอื่น

   มาตรา ๗ ให้เจ้าของป้ายมีหน้าที่เสียภาษีป้ายโดยเสียเป็นรายปียกเว้นป้ายที่เริ่มติด ตั้ง หรือแสดงในปีแรกให้เสียภาษีป้ายตั้งแต่วันเริ่มติดตั้งหรือแสดงจนถึงวันสิ้น ปีและให้คิดภาษีป้ายเป็นรายงวด งวดละสามเดือนของปี โดยเริ่มเสียภาษีป้ายตั้งแต่งวดที่ติดตั้งป้ายจนถึงงวดสุดท้ายของปี ทั้งนี้ ตามอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวงซึ่งต้องไม่เกินอัตราที่กำหนดในบัญชีอัตราภาษี ป้ายท้ายพระราชบัญญัตินี้

พระราชบัญญัติ ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พุทธศักราช ๒๔๗๕

   มาตรา ๘ ให้ผู้รับประเมินชำระภาษีปีละครั้งตามค่ารายปีของทรัพย์สิน คือโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นกับที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกับโรง เรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น นั้นในอัตราร้อยละสิบสองครึ่งของค่ารายปี
   เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ “ค่ารายปี” หมายความว่า จำนวนเงินซึ่งทรัพย์สินนั้นสมควรให้เช่าได้ในปีหนึ่ง ๆ
   ใน กรณีที่ทรัพย์สินนั้นให้เช่า ให้ถือว่าค่าเช่านั้นคือค่ารายปี แต่ถ้าเป็นกรณีที่มีเหตุอันสมควรที่ทำให้พนักงานเจ้าหน้าที่เห็นว่าค่าเช่า นั้นมิใช่จำนวนเงินอันสมควรที่จะให้เช่าได้หรือเป็นกรณีที่หาค่าเช่าไม่ได้ เนื่องจากเจ้าของทรัพย์สินดำเนินกิจการเองหรือด้วยเหตุประการอื่นให้พนักงาน เจ้าหน้าที่มีอำนาจประเมินค่ารายปีได้ โดยคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกำหนดโดยประกาศในราชกิจจา นุเบกษา

   มาตรา ๔๐ ค่าภาษีนั้น ท่านให้เจ้าของทรัพย์สินเป็นผู้เสีย แต่ถ้าที่ดินและโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นๆ เป็นของคนละเจ้าของ เจ้าของโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ๆ ต้องเสียค่าภาษีทั้งสิ้น ในกรณีเช่นนั้นถ้าเจ้าของโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นๆ ไม่เสียภาษี ท่านว่าการขายทรัพย์สินทอดตลาดของผู้นั้นตามมาตรา ๔๔ ให้รวมขายสิทธิใดๆ ในที่ดินอันเจ้าของโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นๆ ยังคงมีอยู่นั้นด้วย

พระราชบัญญัติการสาธารณสุข  พ.ศ. ๒๕๓๕

หมวด ๗
กิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

   มาตรา ๓๑ ให้รัฐมนตรีโดยคำแนะนำของคณะกรรมการมีอำนาจประกาศในราชกิจจานุเบกษากำหนดให้กิจการใดเป็นกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
   มาตรา ๓๒ เพื่อประโยชน์ในการกำกับดูแลการประกอบกิจการที่ประกาศตามมาตรา ๓๑ ให้ราชการส่วนท้องถิ่นมีอำนาจออกข้อกำหนดของท้องถิ่นดังต่อไปนี้
   (๑) กำหนดประเภทของกิจการตามมาตรา ๓๑ บางกิจการหรือทุกกิจการให้เป็นกิจการที่ต้องมีการควบคุมภายในท้องถิ่นนั้น
   (๒) กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขทั่วไปสำหรับให้ผู้ดำเนินกิจการตาม (๑) ปฏิบัติเกี่ยวกับการดูแลสภาพหรือสุขลักษณะของสถานที่ที่ใช้ดำเนินกิจการและ มาตรการป้องกันอันตรายต่อสุขภาพ
   มาตรา ๓๓ เมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันที่ข้อกำหนดของท้องถิ่นตามมาตรา ๓๒ (๑) ใช้บังคับ ห้ามมิให้ผู้ใดดำเนินกิจการตามประเภทที่มีข้อกำหนดของท้องถิ่นกำหนด
ให้เป็นกิจการที่ต้องมีการควบคุมตามมาตรา ๓๒ (๑) ในลักษณะที่เป็นการค้า เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามมาตรา ๕๖
   ใน การออกใบอนุญาตตามวรรคหนึ่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นอาจกำหนดเงื่อนไขโดยเฉพาะให้ ผู้รับใบอนุญาตปฏิบัติเพื่อป้องกันอันตรายต่อสุขภาพของสาธารณชนเพิ่มเติมจาก ที่กำหนดไว้โดยทั่วไปในข้อกำหนดของท้องถิ่นตามมาตรา ๓๒ (๒) ก็ได้
   ใบอนุญาตตามวรรคหนึ่งให้ใช้ได้สำหรับกิจการประเภทเดียวและสำหรับสถานที่แห่งเดียว

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ที่ ๕/๒๕๓๘  เรื่อง กิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

   อาศัย อำนาจตามความในมาตรา ๕ และมาตรา ๓๑ แห่งพระราชบัญญัติ การสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๓๕ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โดยคำแนะนำของคณะกรรมการสาธารณสุขประกาศให้กิจการดังต่อไปนี้ เป็นกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

๑. กิจการที่เกี่ยวกับการเลี้ยงสัตว์
๒. กิจการที่เกี่ยวกับสัตว์และผลิตภัณฑ์
๓. กิจการที่เกี่ยวกับอาหาร เครื่องดื่ม น้ำดื่ม
๔. กิจการที่เกี่ยวกับยา เวชภัณฑ์ อุปกรณ์การแพทย์ เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ชำระล้าง
๕. กิจการที่เกี่ยวกับการเกษตร
๖. กิจการที่เกี่ยวกับโลหะหรือแร่
๗. กิจการที่เกี่ยวกับยานยนต์ เครื่องจักรหรือเครื่องกล
๘. กิจการที่เกี่ยวกับไม้
๙. กิจการที่เกี่ยวกับการบริการ
   (๑๑) การประกอบกิจการสวนสนุก ตู้เกม
๑๐. กิจการที่เกี่ยวกับสิ่งทอ
๑๑. กิจการที่เกี่ยวกับหิน ดิน ทราย ซีเมนต์ หรือวัตถุที่คล้ายคลึง
๑๒. กิจการที่เกี่ยวกับปิโตรเลียม ถ่านหิน สารเคมี
๑๓. กิจการอื่น ๆ
   (๒) การผลิต การซ่อมเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์ไฟฟ้า

บทความโดย : อ.แมวหลวง
www.ICT.in.th กลุ่มร้านอินเตอร์เน็ต คาเฟ่ ไทย

>เก็บทุกรายละเอียด "ความร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์" ระหว่างโนเกียกับไมโครซอฟท์

ใส่ความเห็น

>เก็บทุกรายละเอียด “ความร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์” ระหว่างโนเกียกับไมโครซอฟท์: ”

วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2011 เป็นวันประวัติศาสตร์ที่วงการมือถือและวงการไอทีต้องจารึกไว้ เหตุเพราะบริษัทมือถืออันดับหนึ่งของโลกและบริษัทซอฟต์แวร์อันดับหนึ่งของโลก ประกาศจับมือกันผลักดันยุทธศาสตร์ใหม่ เพื่อสู้ศึก ‘สมาร์ทโฟน’ ที่ทั้งสองบริษัทกำลังเพลี่ยงพล้ำอยู่ในช่วงหลัง

ใจความหลักของงานแถลงข่าวไม่มีอะไรผิดคาดจากข่าวลือต่างๆ ก่อนหน้า (Elop ก็บอกใบ้เรื่องนี้เองไม่กี่วันก่อนผ่านบันทึกภายใน) นั่นคือโนเกียจะหันมาใช้ Windows Phone เป็นระบบปฏิบัติการ ส่วนรายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆ ก็ติดตามได้ในบทความนี้ครับ

งานนี้ Stephen Elop ซีอีโอคนใหม่ของโนเกีย (ย้ายข้ามมาจากฝ่าย Office ของไมโครซอฟท์ เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว) นั่งแถลงการณ์คู่กับเจ้านายเก่าของเขา สตีฟ บัลเมอร์ที่กรุงลอนดอน

รายละเอียดของการแถลงข่าวแบ่งได้เป็นหัวข้อต่างๆ ดังนี้

ระบบปฏิบัติการ: Windows Phone, Symbian, MeeGo, S40

ประเด็นที่ทุกคนจับตาคือการ ‘หักมุม’ ทางยุทธศาสตร์ด้านระบบปฏิบัติการแบบเฉียบพลัน นั่นคือโนเกียจะใช้ Windows Phone ของไมโครซอฟท์

Windows Phone

ประโยคสำคัญที่สุดในการแถลงข่าวครั้งนี้คือ

Nokia will adopt Windows Phone as its primary smartphone strategy

ตอนนี้เรายังไม่มีรายละเอียดใดๆ ว่า Nokia Windows Phone จะมีหน้าตาอย่างไร มีจำนวนกี่เครื่อง ออกเมื่อไร สิ่งที่เรารู้คือโนเกียจะไม่เป็นเพียงคนขอใช้ WP7 แต่จะมีส่วนร่วมกับการพัฒนาด้วยจำนวนหนึ่ง

Stephen Elop ตอบคำถามในช่วงแถลงข่าวว่า โนเกียจะมีสิทธิ์ปรับแต่ง WP7 บนฮาร์ดแวร์ของตัวเองได้ตามต้องการ แต่ในการปฏิบัติจริง โนเกียจะไม่ปรับแต่งมากจนเกินไป และพยายามรักษาความเข้ากันได้ของระบบมากกว่า – Engadget

สตีฟ บัลเมอร์ ตอบคำถามว่าดีลกับโนเกียครั้งนี้ ‘ไม่ exclusive’ แต่ไมโครซอฟท์จะยื่นผลประโยชน์ที่ ‘ไม่ซ้ำใคร’ (unique) ให้กับโนเกีย ซึ่งยังไม่บอกว่าเป็นอะไรบ้าง

Elop ยังเล่าว่าโนเกียเคยไปคุยกับกูเกิลว่าจะใช้ Android แต่สุดท้ายไม่เลือกทางนี้เพราะไม่เห็นหนทางที่จะสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งได้ ไมโครซอฟท์เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในปัจจุบัน

Symbian

คำถามต่อมาที่ทุกคนอยากรู้คือ Symbian จะเป็นอย่างไรต่อไป คำตอบของโนเกียก็คือ มีแผนจะขายอุปกรณ์ Symbian อีก 150 ล้านเครื่อง ฟังแล้วดูดี แต่ในสไลด์ที่โนเกียนำเสนอต่อนักลงทุนกลับไม่เป็นเช่นนั้น

จากภาพจะเห็นว่าอนาคตของ Symbian จะถูกแทนที่ด้วย Windows Phone ทั้งหมด เพียงแต่ในสไลด์ไม่ระบุว่าเป็นเมื่อไรเท่านั้นเอง (คาดกันว่าถึงปี 2012)

ที่มา – Engadget

MeeGo

แม้ว่าสไลด์ข้างต้นจะยังเหลือ MeeGo ไว้ให้เห็น แต่ในช่วงตอบคำถามนักข่าว Stephen Elop บอกว่าเขาไม่เชื่อว่าโนเกียจะสร้างสภาพแวดล้อมรอบ MeeGo ได้ทันท่วงที แม้โนเกียยืนยันว่าจะวางขายอุปกรณ์ MeeGo ในปีนี้ (เพียงรุ่นเดียวด้วย) แต่มันไม่ใช่ยุทธศาสตร์หลักของบริษัท เป็นแค่ ‘โอกาสในการเรียนรู้’ และหลังจากวางขายได้แล้ว ทีม MeeGo จะหันไปโฟกัสยังแพลตฟอร์มในอนาคต

โนเกียอาจเลี้ยง MeeGo เอาไว้เผื่อพลาดกับ Windows Phone แต่ในระยะสั้นแล้วคงต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เอาตัวให้รอดด้วย Windows Phone ก่อน ส่วน MeeGo ไว้ว่ากันทีหลัง

ข้อมูลส่วนตอบคำถามจาก – Engadget

S40

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อครับว่าระบบปฏิบัติการเก๋ากึ๊กอย่าง S40 ยังอยู่รอดปลอดภัยดีไม่มีปัญหา เหตุเพราะมีตลาดที่แยกกันชัดเจน และยังแข็งแกร่งอยู่มากในตลาดล่างนั่นเอง (อ่านหัวข้อ ‘โนเกียจะปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ขนานใหญ่’ ประกอบ)

อนาคตของแบรนด์และบริการ

ส่วนบริการอื่นๆ นอกจากตัวระบบปฏิบัติการ ในแถลงข่าวบอกว่า ‘โนเกียกับไมโครซอฟท์จะรวมบริการต่างๆ เข้าด้วยกัน’ และยกตัวอย่างบริการบางส่วน

  • Bing จะกลายเป็นเครื่องมือค้นหาหลักของโนเกีย
  • Microsoft adCenter จะเป็นศูนย์กลางโฆษณาสำหรับมือถือและบริการของโนเกีย
  • Windows Phone ของโนเกียจะสามารถซื้อแอพแบบลงบิลรายเดือนได้ โดยใช้สัมพันธ์เดิมของโนเกียกับโอเปอเรเตอร์ทั่วโลก
  • Ovi Store จะถูกนำไปรวมกับ Microsoft Marketplace
  • Nokia Maps (เข้าใจว่าหมายถึง Ovi Maps) จะถูกใช้ใน Bing และ Microsoft adCenter (ไม่บอกว่า Bing Maps จะเป็นอย่างไร)
  • เครื่องมือในการพัฒนาแอพบน Windows Phone จะใช้ของไมโครซอฟท์คือ Visual Studio 2010, Expression, Silverlight และ XNA Framework ไม่มี Qt บน Windows Phone
  • Qt จะยังอยู่บน Symbian และ MeeGo
  • Forum Nokia จะยังเป็นศูนย์กลางสำหรับนักพัฒนาบน Symbian และ S40

ที่มา – Forum Nokia, Engadget

สิ่งที่เรายังไม่รู้ยังมีอีกหลายอย่าง เช่น อนาคตของ ‘แท็บเล็ต’ ของโนเกียว่าจะไปทางไหน (ไมโครซอฟท์เองก็ยังไม่มีคำตอบสำหรับสาธารณะเช่นกัน) หรือว่าซอฟต์แวร์บางตัวของไมโครซอฟท์อย่าง Office หรือ Xbox จะมาเชื่อมกับโนเกียหรือไม่อย่างไร

โนเกียจะปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ขนานใหญ่

การแถลงข่าวรอบนี้ โนเกียบอกว่าจะปรับโครงสร้างการบริหารงานของตัวเอง (ซึ่งเป็นปัญหามาโดยตลอด)

การเปลี่ยนแปลงสำคัญก็คือโนเกียจะแยก business unit ออกเป็น 2 ฝ่ายใหญ่ๆ แยกกันชัดเจน คิดกำไรขาดทุนเฉพาะฝ่ายตัวเอง ได้แก่

  • Smart Devices คุมสมาร์ทโฟนทั้งหมด ฝ่ายนี้จะรับผิดชอบการพัฒนามือถือ Windows Phone ร่วมกับไมโครซอฟท์ และดึงคนจาก 3 ฝ่ายเดิมได้แก่ Symbian, MeeGo และ Strategic Business Operations เข้ามาอยู่ใต้ฝ่ายนี้ หัวหน้าทีมคือ Jo Harlow
  • Mobile Phones คุมมือถือตลาดล่างที่ใช้ S40 เป้าหมายคือ The Next Billion หรือ ‘ลูกค้า 1 พันล้านคนเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้’ ซึ่งหมายถึงลูกค้าประเทศเกิดใหม่อีก 3 พันล้านคนที่ต้องการมือถือต่อเน็ตได้ในราคาถูก ฝ่ายนี้นำโดย Mary McDowell (รายละเอียดอ่านใน Mobile Phones: The Next Billion)

ฝ่ายอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับมือถือโดยตรง ได้แก่

  • Markets ฝ่ายการตลาด รับผิดชอบการขายทั้งหมด นำโดย Niklas Savander (คนนี้เคยมาตอบคำถามผ่านทวิตเตอร์)
  • Services and Developer Experience รับผิดชอบบริการต่างๆ และการประสานงานกับนักพัฒนา
  • Design ตามชื่อครับ งานออกแบบ นำโดย Marko Ahtisaari
  • NAVTEQ ยังบริหารงานแยกเป็นอิสระ ไม่เกี่ยวข้องกับโนเกียโดยตรง

สำหรับฝ่ายอื่นๆ พวกกฎหมาย ทรัพยากรมนุษย์ การเงิน บริหารงานทั่วไป ฯลฯ คงไม่ต้องลงรายละเอียดนะครับ การปรับโครงสร้างองค์กรครั้งนี้ทำให้ข่าวลือว่าผู้บริหารบางส่วนจะถูกปลด เป็นเรื่องไม่จริง เพราะทุกคนยังอยู่ดีมีสุขในการปรับโครงสร้างรอบนี้

Stephen Elop ยังปฏิเสธข่าวการย้ายสำนักงานไปที่ซิลิคอนวัลเลย์ โดยบอกว่าโนเกียเป็นบริษัทของคนฟินแลนด์ และจะไม่ย้ายไปไหน

ข้อมูลจาก Nokia Press Release, ภาพประกอบจาก Engadget

ผลกระทบจากการปรับยุทธศาสตร์

ผลประกอบการ

สิ่งที่ชัดเจนที่สุดคือโนเกียประกาศเตือนนักลงทุนว่าปี 2011-2012 จะเป็น ‘ช่วงเปลี่ยนผ่าน’ ซึ่งโนเกียจะต้องลงทุนเพิ่มเติมในสภาพแวดล้อมของไมโครซอฟท์ หลังจากนั้นโนเกียคาดว่าจะมียอดขายเกินอัตราเฉลี่ยของตลาด และมีสัดส่วนกำไรประมาณ 10% – Engadget

พนักงาน

และในช่วงตอบคำถามกับนักข่าว Stephen Elop ยืนยันว่าโนเกียจะลดพนักงานลงจำนวน ‘ไม่น้อย’ (substantial reductions in employment) ทั้งในฟินแลนด์และที่อื่นๆ ในโลก – Engadget

สภาพการแข่งขันในตลาด

โนเกียจั่วหัวบล็อกอันหนึ่งใน Nokia Conversations ว่า Welcome to the Third Ecosystem

แม้จะไม่บอกตรงๆ แต่ทุกคนคงเข้าใจตรงกันว่า First และ Second หมายถึง iOS กับ Android

Stephen Elop ตอบคำถามว่าโนเกียเองเพียงลำพังไม่สามารถแข่งขันกับแอปเปิลและกูเกิลได้ การจับมือกับไมโครซอฟท์จะทำให้ขั้วของโนเกีย-ไมโครซอฟท์มีสภาพเป็น ‘ขั้วใหญ่ที่สาม’ ซึ่ง Elop บอกว่ายุทธศาสตร์นี้ได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากโอเปอเรเตอร์หลายรายที่เขาไปคุยด้วย

บทวิเคราะห์

ปี 2010

เมื่อปี 2010 วงการมือถือและอุปกรณ์พกพา มีผู้เล่นในตลาด (นับเป็นแพลตฟอร์ม) ดังนี้

  1. iOS
  2. Android
  3. Symbian
  4. BlackBerry OS/BlackBerry Tablet OS
  5. Windows Mobile/Phone
  6. webOS
  7. Maemo/MeeGo

ผู้เล่นที่สร้างโมเมนตัมได้อย่างชัดเจนมีสองรายคือ iOS และ Android ส่วนรายอื่นๆ สภาพก็แย่บ้าง เฉยๆ บ้างแตกต่างกันไป

  • Symbian ยังเป็นเบอร์หนึ่งในแง่จำนวนยอดขาย แต่ด้วยส่วนแบ่งตลาดที่ถดถอยลงเรื่อยๆ (เพิ่งถูก Android แซงในแง่ยอดขายไปเร็วๆ นี้)
  • BlackBerry OS ในสหรัฐอเมริกายังเป็นเบอร์หนึ่ง ในตลาดโลกยังพอไปได้ แต่มีสภาพคล้ายกับ Symbian คือระบบปฏิบัติการเก่าไม่ดึงดูด และมีส่วนแบ่งตลาดลดลงเช่นกัน ส่วน BlackBerry Tablet OS (QNX) ถือเป็นการรีบูตตัวเองใหม่
  • Windows Mobile ถือว่าตายไปแล้วในตลาดคอนซูเมอร์ ส่วน Windows Phone ถือเป็นการ ‘รีบูทใหม่’ ที่เพิ่งเริ่มต้น สภาพแวดล้อมต่างๆ ต้องสร้างกันใหม่หมด เหมือนกับ BlackBery Tablet OS
  • webOS จุดไม่ติดจนโดน HP ซื้อ ต้องใช้เวลาในการปรับทัพอยู่บ้าง ก่อนจะกลับมาใหม่ใต้ชื่อ HP
  • Maemo จบสิ้นไปแล้ว ส่วน MeeGo ยังไม่เสร็จเสียที
  • (ผมไม่นับ Bada เพราะตลาดไม่ค่อยตรงกันนัก ซึ่งดูท่าทีของซัมซุงในช่วงหลังก็เหมือนจะเฉยๆ กับ Bada แล้วเหมือนกัน)

ปี 2011

ปี 2011 สภาพตลาดเปลี่ยนไปเยอะ

  1. iOS ยังอยู่ดีมีสุข
  2. Android เป็นแชมป์รายใหม่
  3. Symbian/MeeGo ไปรวมกับขั้วของ Windows Phone
  4. BlackBerry ฝากอนาคตไว้ที่ PlayBook/QNX
  5. webOS ใต้ชายคาใหม่ HP

สถานกรณ์ของ iOS กับ Android ยังคงเหมือนเดิมคือติดลมบนไปเรียบร้อย ส่วนขั้วที่สามของโนเกียกับไมโครซอฟท์ก็ถือว่าน่าสนใจ เพราะทั้งสองถือเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่มากในโลกของตัวเอง และมีกำลังเหลือเฟือที่จะต่อกรกับผู้นำทั้งสอง

ทางเลือกที่สาม

ในฝั่งของโนเกียนั้นชัดเจนว่า ‘อนาคตคือ Windows Phone’ ถึงแม้จะยังเลี้ยงๆ Symbian/MeeGo เอาไว้บ้าง แต่ในทางทฤษฎีถือว่าจบไปแล้ว รอวันตาย ทุกสิ่งทุกอย่างต้องฝากไว้ที่ Windows Phone เท่านั้น ความชัดเจนในเรื่องนี้จะค่อยๆ ปรากฎขึ้นเมื่อเราเห็นข่าวมือถือ Windows Phone เครื่องแรกจากโนเกีย

ฝั่งของไมโครซอฟท์นั้นน่าสนใจกว่า เพราะ Windows Phone ไม่ได้ขายให้เฉพาะโนเกีย ยังมี HTC/Samsung/LG/Dell เป็นผู้ผลิตฮาร์ดแวร์รายอื่นด้วย นอกจากนี้เรายังไม่รู้ว่าบทบาทในการพัฒนาตัวซอฟต์แวร์ Windows Phone ระหว่างไมโครซอฟท์กับโนเกียจะแบ่งกันอย่างไร ถ้ามีความเห็นไม่ลงรอยกันจะทะเลาะกันจนเจ๊งทั้งคู่หรือไม่ ฯลฯ

ผมคิดว่าหนทางเดียวที่ขั้วไมโครซอฟท์-โนเกียจะไปรอดได้ ก็คือแบ่งบทบาทกันอย่างชัดเจนว่า ‘โนเกียทำฮาร์ดแวร์ ไมโครซอฟท์ทำซอฟต์แวร์’ โดยโอนพนักงานฝ่ายซอฟต์แวร์ของโนเกียไปอยู่ใต้บังคับบัญชาของไมโครซอฟท์เลย (ไมโครซอฟท์อาจตั้งบริษัทลูก Windows Phone แยกออกมาเพื่อความคล่องตัวในการบริหาร) ยุทธศาสตร์นี้จะทำให้ความร่วมมือชัดเจนขึ้น และโนเกียจะได้โฟกัสกับธุรกิจของตัวเองมากกว่าเดิม (ตอนนี้โนเกียไม่มีอะไรจะเสียแล้ว)

ถึงแม้ไมโครซอฟท์จะมีผู้ผลิตฮาร์ดแวร์รายอื่น และบอกว่าดีลนี้กับโนเกียไม่ exclusive แต่ในทางปฏิบัติ บริษัทอย่าง HTC/Samsung/LG/Dell ก็ไม่น่าจะพอใจที่เห็นโนเกียเป็น ‘ความสำคัญอันดับหนึ่ง’ ของไมโครซอฟท์ และน่าจะค่อยๆ ถอนตัวออกจากทีม Windows Phone ในไม่ช้า

ทางเลือกที่สี่และห้า

อีกจุดที่น่าสนใจคือ เบอร์สี่และเบอร์ห้าอย่าง BlackBerry กับ webOS จะยืนระยะได้นานแค่ไหน เพราะมีขนาดและกำลังเล็กกว่าสามอันดับแรกมาก กรณีของ BlackBerry ผมคิดว่าพอไปได้ในภาคธุรกิจที่มีตลาดเฉพาะของตัวเอง ส่วน webOS มีความเป็นไปได้สูงที่จะต้องม้วนเสื่อออกจากธุรกิจมือถือและแท็บเล็ต (ถ้าจุดกระแสไม่ติด) แต่อาจมีชีวิตรอดอยู่ไปใต้ในอาณาจักรของ HP เช่น เครื่องพิมพ์ หรืออุปกรณ์เฉพาะทางอื่นๆ

สรุป

กล่าวโดยสรุปก็คือ ยุทธศาสตร์การจับมือกันของโนเกียกับไมโครซอฟท์ถือว่าสมเหตุสมผล เสริมจุดอ่อนจุดแข็งซึ่งกันและกัน การรวมตัวกันรอบนี้มีพื้นฐานทรัพย์สินอิทธิพลเดิมอยู่ไม่น้อย เป็นทุนรอนไปสู้ศึกกับโลกภายนอกได้สบาย ส่วนจะประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน ขึ้นกับผู้บัญชาการทั้งสองคนนี้แล้วล่ะครับ (อย่าทะเลาะกันเองเสียก่อนน่าจะพอไปได้นะ)

ทั้งหมดเป็นการวิเคราะห์เท่าที่มีข้อมูล ณ ปัจจุบัน อาจมีผิดบ้างถูกบ้าง ลองให้เวลาอีกสักครึ่งปีแล้วเรามาดูกันใหม่ ยุทธศาสตร์ของโนเกียกับไมโครซอฟท์น่าจะเริ่มชัดเจนขึ้นครับ

>การใส่ Tag สำหรับ SEO (Search Engine Optimization)

ใส่ความเห็น

>

Meta Tag Optimization (การเขียน Meta Element ให้เหมาะกับการทำ SEO)

Metadata Elements หรือ Meta Tagคือ ส่วนของซอร์สโค๊ดที่อยู่ใน Head (ส่วนหัว) ของเอกสาร HTMLโดยปกติเมื่อเราเปิดหน้าเว็บไซต์หนึ่ง ๆ ขึ้นมา ส่วนของ Headจะถูกประมวลผลก่อน ดังนั้น Meta Tagจึงเป็นส่วนที่บอกคุณลักษณะของเว็บนั้น ๆ ว่าเป็นเว็บเกี่ยวกับอะไรแสดงผลด้วยภาษาอะไร ใครเป็นผู้เขียน มีคำค้นที่ใช้ว่าอะไร เป็นต้น

ซึ่ง Robot ของ Search Engine จะเก็บข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ในการประมวลผลจัดเก็บเว็บไซต์ เรามาทำความรู้จักกับ Meta Element แต่ละ Tags กันดีกว่าครับ ผมจะใช้ความรู้สึกของผมในการวัดว่า Tags ใด มีผลกับการทำ SEO มากหรือน้อยในวงเล็บหลังหัวข้อนะครับ (ซึ่งไม่จำเป็นต้องเชื่อผมก็ได้)
Title Element – Page Titles (มีผลกับการทำ SEO มาก)
ใช้สำหรับบอกว่า หน้าเว็บไซต์ที่กำลังแสดงผลอยู่มีหัวข้อว่าอะไร เช่น
<title>SEO – Meta Tags</title>
Meta Description Tag (มีผลกับการทำ SEO ปานกลาง)
ใช้ สำหรับแสดงรายละเอียดสั้น ๆ ของหน้าเว็บไซต์ที่กำลังแสดงผลอยู่ไม่ควรเขียนให้สั้น หรือ ยาวจนเกินไปข้อความที่เขียนควรสัมพันธ์กับเนื้อหาของหน้านั้น ๆ ด้วยนะครับ เช่น
<meta name=”description” content=”Thailand Search Engine Optimization Blog” />
Meta Keywords Tag (มีผลกับการทำ SEO ปานกลาง)
ใช้สำหรับระบุคำค้น ที่สามารถเข้ากันได้กับเนื้อหาในหน้าเว็บนั้น ๆ สามารถใส่ได้หลายคำ และแบ่งคำโดยใช้เครื่องหมายจุลภาค ( , ) เช่น
<meta name=”keywords” content=”seo,seo thai,seo blog,seo tools” />
Meta Language Tag (มีผลกับการทำ SEO มาก)
ใช้สำหรับระบุว่า หน้าเว็บไซต์นั้น ๆ มีเนื้อหาเป็นภาษาอะไร เช่น
<meta http-equiv=”content-language” content=”th” />
Meta Content Type Tag (มีผลกับการทำ SEO มาก)
ใช้สำหรับระบุว่า หน้าเว็บไซต์นั้น ๆ สามารถแสดงผลได้ถูกต้องด้วยชุดตัวอักษรแบบใด และเป็นเอกสารประเภทอะไร เช่น
<meta http-equiv=”content-type” content=”text/html; charset=UTF-8″ />
Meta Revisit-After Tag (มีผลกับการทำ SEO ปานกลาง)
ใช้สำหรับบอกกับ Robot ของ Search Engine ว่า ให้มาเก็บข้อมูลอีกครั้งในอีกกี่วันข้างหน้า เช่น
<meta name=”revisit-after” content=”7 days” />
Meta Robots Tag (มีผลกับการทำ SEO มาก)
ใช้สำหรับบอก Robot ของ Search Engine ว่าให้ Robot เก็บข้อมูลในหน้านั้นไป Indexs หรือไม่ หรือ ให้ Robot เดินทางไปตาม Links ที่ปรากฎในหน้านั้น ๆ หรือไม่ เช่น
<meta name=”robots” content=”index, follow” />
นอกจากข้างต้นแล้ว ยังมี Meta Element อีกหลาย Tags ซึ่งผมจะไม่ขอกล่าวถึงครับ เพราะไม่ค่อยเกี่ยวกับเรื่อง SEO ขอให้ทุกท่านสนุกกับการปรับแต่ง Header ของเอกสาร HTML เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการทำ SEO นะครับ
ที่มา http://seo.siamsupport.com/blog/meta-tags/

>สวัสดียามเช้า วันที่ 9-2-2011

ใส่ความเห็น

>สวัสดียามเช้า ของวันที่ 9 กุมภาพันธุ์ 2011
เมื่อคืนนอนไม่หลับ เพราะหลับทั้งวัน เลยมีอะไรให้ทำเยอะ โดยที่ไม่โดนรบกวนสมาธิ
ก็ถือว่าดี ที่ไม่มีใครกวน ทำให้เก็บข้อมูลอะไรหลายๆอย่างตอนดึกได้

อย่างเรื่อง illuminati ที่เข้าใกล้จุดสิ้นสุดทุกทีๆ
แต่คนส่วนใหญ่ไม่เชื่อ และพวกที่เชื่อจะหาว่าบ้า

ผมเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมคนสมัยนี้ ไม่เคารพสิทธิในการคิดอ่านเขียนของผู้อื่น
ผมอยากให้พวกเขาเหล่านั้น ทำความเข้าใจ และเตรียมรับมือ
แต่ผมก็ไม่เคยไปบังคับพวกเขา ให้เชื่อในสิ่งที่ผมพูด

แต่ขออย่างเดียว อย่ามาดูถูกดูแคลนผู้อื่น หรือเหยียบย่ำความเชื่อของผู้อื่นจะได้มั้ย

ทุกวันนี้เราเป็นทาสให้กับระบบเงิน ซึ่งทุกคนเห็นความสำคัญของมัน มากกว่าชีวิต
บ้างถึงกับ ยอมตาย เพื่อให้ได้เงิน บ้างก็ต้องตกเป็นทาสของธนาคาร เพื่อกู้หนี้ยืมสิน
บางบ้าน กู้ธนาคารไม่ได้ ก็ต้องกู้นอกระบบ ถูกทารุนจากเจ้าหนี้ต่างๆนาๆ

เราถูกปลูกฝัง ถูกล้างสมองมามาก เพื่อนเอ๋ย
เราไม่มีทางหนี มีแต่ต้องเผชิญหน้า และต่อสู้

คำของในหลวงท่าน ยังใช้ได้ผลเสมอ
ท่านบอกให้เรารู้จักพอ คือ สุขให้พอดี กินให้พอดี เล่นให้พอดี
ให้ทุกอย่าง อยู่ที่ความ “พอดี”

อย่างเช่นว่า เราอยากได้อยากมี ในสิ่งที่คนอื่นมี แต่เราไม่มี
เราก็ต้องมองดูตัวเราว่า มันเป็นความพอดีมั้ย
มันจำเป็นต่อชีวิตเรามากแค่ไหน
สิ่งใดคืนแก่นสารของวัตถุสิ่งนั้น

เช่นว่า เด็กสมัยนี้ อยากได้ BB , iphone
เราก็ต้องให้เด็กนั้น รู้จักไตร่ตรองว่า
BB หรือ iPhone มันก็คือโทรศัพท์มือถือ
โทรศัพท์มือถือ มีไว้ติดต่อสื่อสาร
แต่ BB หรือ iPhone อาจดีกว่าที่เล่นเกมส์ได้ เล่นเน็ตได้
เราลองดูตัวอื่นก่อนดีมั้ย
ดูตัวที่เราพอจะซื้อได้
ดูตัวที่ ความสามารถ ใกล้เคียงกัน
เช่น WellcoM A88 ราคา 6900บาท
มีความสามารถ เทียบเท่า iPhone หน้าตาก็ละม้ายคล้ายคลึง
ใช้ตัวนี้ดีกว่ามั้ย เท่ดีเหมือนกันนะ เพราะคนก็ใช้เยอะ
เป็น Android ด้วย

นี่คือความพอดีที่ถูกต้อง
บางคนคิดว่า พอดี ต้องงก ต้องขี้เหนียว มันไม่ใช่

วันนี้ขอบันทึกแค่นี้ก่อนแล้วกัน แล้วเดี๋ยวมาบันทึกใหม่

Older Entries Newer Entries

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.